
泰国中华总商会大厦
หอการค้าไทย-จีน ก่อตั้งขึ้นในรัชศกเซวียนถ่งปีที่ 2 แห่งราชวงศ์ชิง (พ.ศ. 2543) ถึงทุกวันนี้มีประวัติความเป็นมานับร้อยปี ด้วยความพยายามของคณะกรรมการบริหารทุกรุ่นที่ผ่านมา หอการค้าได้พัฒนาและเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง จวบจนทุกวันนี้ ได้กลายเป็นองค์กรที่มีอิทธิพลมากที่สุดในสังคมชาวไทยเชื้อสายจีน โดยได้ได้กำหนดวัตถุประสงค์ไว้อย่างชัดเจนดังนี้ สมานสามัคคี ช่วยเหลือกันและกัน ทำคุณประโยชน์เพื่อประโยชน์สุขแก่ชาวจีนโพ้นทะเล และเพื่อความพัฒนาก้าวหน้าของสังคม และประเทศชาติ
หอการค้าไทย-จีนได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระราชวงศ์มาโดยตลอด ใน พ.ศ. 2473 พระบาทสมเด็จ พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีเปิดที่ทำการใหม่ของหอการค้า ปี พ.ศ. 2489 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดลและสมเด็จพระอนุชาธิราช (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช) เสด็จเยือนหอการค้าไทย-จีนพร้อมกัน และ พ.ศ. 2546 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ก็เสด็จเยือนหอการค้าด้วย นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณหาที่สุดมิได้
นับแต่ที่ไทยและจีนได้สถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตเป็นต้นมา หอการค้าไทย-จีนได้ทำคุณประโยชน์ ในการส่งเสริมมิตรภาพไทย-จีน เสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ตลอดจนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม ทำให้เป็นที่ยอมรับจากทั้งรัฐบาลไทย และรัฐบาลจีน หลายปีมานี้ หอการค้าได้ให้การต้อนรับผู้นำรัฐบาลจีนที่เดินทางมาเยือนไทยเป็นจำนวนมาก และทุกครั้งที่ไทยและจีนได้เกิดเหตุการณ์สำคัญขึ้น หอการค้าก็ได้ให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ในการเป็นผู้นำสังคมคนจีนให้ความช่วยเหลือในด้านต่างๆ นอกจากนี้ หอการค้าไทย-จีน ยังได้ร่วมกับ หอการค้าสิงคโปร์-จีน และหอการค้าฮ่องกง-จีน ในการเป็นผู้ริเริ่มจัดการประชุมผู้ประกอบการชาวจีนโลก ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุก 2 ปี
ใน พ.ศ. 2551 วาระการเป็นประธานหอการค้าของ ดร.บุญทรงสิ้นสุดลง ดร.สุธี มีนชัยนันท์ได้รับคะแนนเสียง ท่วมท้น จึงได้รับเลือกเป็นประธานสมัยที่ 21 ด้วยความมุ่งหมาย ที่จะทำประโยชน์สูงสุดให้หอการค้า เขาจึงยินดีรับฟังคำแนะนำที่ สร้างสรรค์จากสมาชิกทุกคน ให้ความเป็นธรรมกับทุกๆ แผนก เคารพในสิทธิ และนำทีมงานด้วยวิถีทางประชาธิปไตย ยิ่งไปกว่านั้น ยังมุ่งเน้นความโปร่งใสด้านบัญชี เปิดเผยการถือครอง สินทรัพย์ และใช้หลักธรรมาภิบาลในการบริหาร ดร.สุธีหวังให้เกิด ความสามัคคีปรองดองภายในหอการค้าผ่านการสื่อสารและความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันในมวลหมู่สมาชิก เขาปรารถนาอย่างยิ่งที่จะผลักดันให้หอการค้าช่วยพัฒนาเศรษฐกิจผ่านการกระชับความสัมพันธ์ทางการค้ากับประเทศจีน ทำให้วัฒนธรรมจีนขยายตัว กว้างไกลและเร่งสร้างให้ประเทศจีนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หลังจากการวิเคราะห์ข้อแนะนำจำนวนนับไม่ถ้วนจากมวลสมาชิก เกี่ยวกับการปรับปรุงกิจกรรมของหอการค้าอย่างถี่ถ้วน มีการเชิญ ผู้นำทางความคิดในระดับแนวหน้าของประเทศไทย เข้ามาเป็นที่ ปรึกษากิตติมศักดิ์ มีการเพิ่มจำนวนรองประธานจากหกเป็นแปดคน เพื่อให้ประสิทธิภาพของกรรมการบริหารแข็งแกร่งยิ่งขึ้น เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงาน จึงมีทีมงานเลขาฯ ที่รู้ถึง สามภาษา (จีน-ไทย-อังกฤษ) และเพื่อปรับปรุงคุณภาพของหอการค้า ได้มีการตรวจสอบทะเบียนรายชื่อสมาชิกในเชิงลึก และสมาชิกที่โดดเด่นก็จะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นกรรมการ
หอการค้ายังตั้งกลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่ หอการค้าไทย-จีน เพื่อ เป็นการตระเตรียมและอบรมสมาชิกรุ่นใหม่ มีการสนับสนุน กิจกรรมยามว่างให้มวลสมาชิกได้สังสรรค์ทางสังคมกัน ก่อตั้งคณะนักร้องประสานเสียง ดร.สุธียังได้นำคณะกรรมการบริหารในการแก้ไขกฎข้อบังคับและนโยบายที่ล้าสมัยเสียใหม่ แล้วจึงนำเสนอใน ที่ประชุมทั่วไปเพื่อการตัดสินใจ ในขณะเดียวกัน มีการออกจดหมายข่าวถึงสองฉบับเพื่อเพิ่มการสื่อสารและการแลกเปลี่ยนความคิดในแผนกต่างๆ จดหมายข่าวนี้ได้นำไปปรากฏอยู่ใน เว็บไซต์ของหอการค้าด้วย (www.thaicc.org) โดยดร.สุธี และรองประธานทั้งแปดคนเป็นคณะกรรมการ บรรณาธิการ ในขณะที่กลุ่มนักธุรกิจรุ่นใหม่เป็นสมาชิก คณะกรรมการ สำหรับวารสารหอการค้าไทย-จีนรายไตรมาสนั้น ฯพณฯ จาง จิ่วหวน เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทยในขณะนั้น เป็นผู้ประสิทธิประสาทชื่อให้ว่า “ซวง อิ๋ง” (หมายถึง Double Victory หรือในความหมาย ภาษาไทยคือ ชัยชนะ 2 เท่า) โดยมอบเป็นลายมือชื่อที่เขียนอย่างบรรจง ภายใต้การนำของดร.สุธี ประธานหอการค้า ร่วมกัน กับ ฝ่ายธุรกิจสัมพันธ์จีน ของธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุด ออกจดหมายข่าวรายสองเดือนชื่อ “Thai-Zhong Jing Mao” (“ไท่-จง จิงเม่า” หมายถึง เศรษฐกิจและการค้าไทย-จีน) เหนือสิ่งอื่นใดคือ หนังสือพิมพ์ราย วันภาษาจีน 6 ฉบับ ได้ตีพิมพ์คอลัมน์ที่คัดจากจดหมายข่าวนี้ โดยใช้ชื่อเดียวกัน
หอการค้า หน่วยงานรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง และสมาคมต่างๆ ได้รักษาความสัมพันธ์อันอบอุ่น และประสานงานร่วมกันอย่าง รวดเร็วในยามที่เกิดภัยพิบัติและภารกิจกู้ภัย ตัวอย่างเช่น เมื่อภาคเหนือของประเทศไทยมีอากาศหนาวเย็นผิดปกตินั้น หอการค้าไทย-จีน และสมาคมแต้จิ๋วแห่งประเทศไทยได้ร่วมกัน บริจาคผ้าห่มถึง 40,000 ผืนทันที
ในด้านการส่งเสริมวัฒนธรรมจีน ดร.สุธี ให้ความสนใจกับการเรียนภาษาจีน ค่าก่อสร้างโรงเรียนสมาคมจีนซึ่งต้องใช้งบกว่า สี่ล้านบาทนั้น ดร.สุธี ได้บริจาคเงินส่วนตัวถึงหนึ่งล้านบาท และ เป็นตัวแทนหอการค้าในการบริจาคอีกหนึ่งล้านบาท จวบจนทุกวันนี้ มีโรงเรียนหลายสิบแห่งได้รับการสนับสนุนทางการเงินไป เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
เดือนกันยายน พ.ศ. 2552 หอการค้าและมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง ได้ร่วมลงนามในข้อตกลงที่จะร่วมมือกันในหลายๆ โครงการ เช่น “สัมมนาการพาณิชย์ไทย-จีน” (Thai-Chinese Commercial Affairs Seminar) เป็นหนึ่งในสมาชิก 27 รายของหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (Joint Foreign Chambers of Commerce in Thailand) และหนึ่งในสมาชิกระดับแนว หน้า 29 รายของสมาพันธ์หอการค้าไทย-จีน และสมาคมธุรกิจ ต่างๆ ซึ่งมีการพบปะกันทุกสองเดือน
เนื่องจากความต้องการทางสังคม จึงมีการก่อตั้ง หอการค้าไทย-จีนขึ้น ด้วยความรับผิดชอบทางประวัติศาสตร์ หลักการและวิสัยทัศน์ของบรรดาผู้ก่อตั้ง ที่ต้องการจะยกระดับชีวิต ของชาวจีนอพยพให้ดีขึ้น ทั้งนี้โดยการช่วยแก้ปัญหา ถวายความจงรักภักดีแด่องค์พระมหากษัตริย์อย่างไม่เสื่อมคลาย ปฏิบัติตาม กฎหมาย สามัคคีเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และร่วมมือ ช่วยเหลือกันและกันเสมอ
เมื่อมองย้อนกลับไป หนึ่งร้อยปีที่ผ่านมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งหอการค้าขึ้นนั้น กิจการในทุกยุคทุกสมัยขึ้นอยู่กับภูมิปัญญาอันชาญฉลาด และการเป็นผู้นำของประธานทุกท่านที่มุ่งวางรากฐาน อันเป็นปึกแผ่นให้กับหอการค้า คณะกรรมการชุดแล้วชุดเล่าต่าง ทำงานจนประสบความสำเร็จและจะยังคงมุ่งมั่นต่อไป เพื่อชาติ และสังคมที่ดียิ่งขึ้น











