รวมบทความ

ชุมชนชาวจีนในประเทศไทย

     ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนมีมายาวนานกว่าหนึ่งพันปี เริ่มต้นตั้งแต่พ่อค้าชาวจีนยุคบุกเบิกที่เข้ามามีบทบาทสำคัญ ในหลากหลายอุตสาหกรรมของประเทศไทย นับแต่ยุคแรกๆ ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช ช่วงศตวรรษที่ 17 การค้าขายทางเรืออยู่ในความควบคุมของชาวจีนเป็นหลัก

     ล่วงมาถึงสมัยกรุงธนบุรี การค้าขายของชาวจีนก็มีความโดดเด่นมากเช่นเดียวกัน จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) ก็ทรงสนับสนุนการทำธุรกิจเหล่านี้ และทรงต้อนรับชาวจีนอพยพซึ่งมีส่วนสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ 2) ทรงสืบทอดในการสนับสนุนกิจกรรมการค้าของชาวจีนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้ช่วยพัฒนาความสัมพันธ์ด้านการค้า ของไทย-จีนให้ยิ่งมั่นคงและยั่งยืนขึ้น โดยเฉพาะในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) เป็นยุคที่คนจีน เดินทางหลั่งไหลเข้ามาสู่ราชอาณาจักรของไทยเป็นจำนวนมาก

เยาวราช กรุงเทพฯ: ซุ้มประตูที่ระลึกเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวครบ 72 พรรษาอาคารหอการค้าไทย-จีนดั้งเดิม ซึ่งถือเป็นมรดกตกทอดทางประเพณีที่รัฐบาลไทยให้การอนุรักษ์

     ชาวจีนที่อพยพเข้ามาแยกย้ายกันไปอาศัยอยู่ตามท้องที่ ต่างๆ โดยแบ่งไปตามเผ่าพันธุ์ของตนเองเป็นหลัก ชนชาวฉาวโจว (แต้จิ๋ว) ประกอบด้วยผู้คนจาก 6 เมืองคือ ฉาวอัน ฉาวหยาง เฉิงไห่ ผู่หนิง เจียหยาง หราวผิง ซึ่งเป็นเมือง ที่ตั้งอยู่ริมทะเล และเลียบปากแม่น้ำ ชาวกวางตุ้งมาจากกว่างโจว ชาวฝูเจี้ยน มาจากเมืองท่าเซี่ยะหมิน โดยมีชาวฉวนโจวและ จางโจวเป็นส่วนมาก ส่วนชาวเค่อเจีย (ฮากกา) ไม่ได้มาจาก ภูมิภาคที่เป็นปึกแผ่นนัก แต่มาจากมณฑลที่กระจัดกระจายอยู่ทาง ตอนใต้ของจีน ชนชาวไห่หนานเป็นประชากรส่วนใหญ่ของมณฑล ฝูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะไห่หนาน ชื่อเมือง เหวินชาง และฉงซาน กล่าวได้ว่าชาวจีนส่วนใหญ่นั้นเป็นชาวฉาวโจว ตามมาด้วย ฝูเจี้ยน ไห่หนาน กว่างโจว ขณะที่ชาวเค่อเจียมีจำนวนน้อยที่สุด

     ในสมัยกรุงสุโขทัย พ่อค้าชาวจีนเดินทางเข้ามาค้าขายในแผ่นดินสยามมากมาย แต่มีจำนวนไม่มากนักที่ตั้งหลักแหล่งอาศัยอยู่เป็นการถาวร อย่างไรก็ดี ในสมัยกรุงศรีอยุธยา จำนวนชาวจีนอพยพได้เพิ่มจำนวนขึ้น ช่วยให้ธุรกิจการค้าในราชอาณาจักร เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว การสนับสนุนพ่อค้าและนักธุรกิจชาวจีนใน สยามได้กลายเป็นนโยบายที่สำคัญยิ่งในสมัยกรุงธนบุรี ทั้งนี้รวมถึงการให้สิทธิพิเศษแก่ชาวฉาวโจวด้วย
     เมื่อมีการเปลี่ยนเมืองหลวงจากกรุงธนบุรีมาเป็นกรุงเทพมหานครนั้น ชาวจีนอพยพทวีจำนวนเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากประเทศไทยต้องการทักษะเชิงพาณิชย์ที่ชาวจีนมีอยู่ จึงได้รับอนุญาตให้ทำธุรกิจอย่างเสรี และที่สำคัญ ยังได้รับการยกเว้นการจ่ายภาษีค่าแรงงานด้วย ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ชาวจีนจึงต้องจ่ายภาษีค่าแรง จนกระทั่ง ถูกยกเลิกไปในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)

     พ่อค้าชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้นำมาซึ่งความคิด วิถีชีวิต ศิลปะและความรู้ด้านต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มสีสันและพลังความตื่นตัวให้กับสังคมไทย ชาวจีนโพ้นทะเลเหล่านี้เป็นคนขยันและ ยึดมั่นอยู่กับปณิธานความตั้งใจในการเริ่มต้นและพัฒนาธุรกิจของตนเองให้เฟื่องฟูเสมอ ในช่วงรัชสมัยของพระมหากษัตริย์ลำดับ ต้นถึงกลางแห่งราชวงศ์จักรีนั้น ได้พระราชทานประโยชน์โภชผล พร้อมนโยบายพิเศษที่เอื้อแก่พ่อค้าชาวจีนเป็นอย่างมาก คนไทยเองก็มิได้ต่อต้านชาวจีน กลับให้สิทธิ์ซึ่งเท่าเทียมกับคนไทยในการทำอาชีพค้าขาย เกษตรกรรม ต่อเรือและการเดินเรือด้วยซ้ำ เหนือสิ่งอื่นใดคือ พ่อค้าชาวจีนได้รับสิทธิพิเศษในการเดินทางเข้าออกประเทศสยามอย่างเสรี อันเป็นอภิสิทธิ์ที่พ่อค้าจากชาติอื่นไม่ได้รับเลย

     สำหรับผู้อพยพชาวจีน เสน่ห์ของสยามไม่ได้อยู่ที่ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ สภาพความเป็นอยู่ จิตใจ วิถีชีวิต ศาสนา วัฒนธรรมที่คล้ายคลึงกันเท่านั้น แต่อยู่ที่คนไทยปฏิบัติต่อเขาด้วยความอบอุ่นและมีน้ำใสใจจริงต่อกัน พระมหากษัตริย์ไทยทุกพระองค์ทรงปฏิบัติต่อชาวจีนไม่ต่างกับที่ทรงปฏิบัติต่อชนชาวไทย ด้วยกันเลย

     ในพ.ศ. 2434 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกระแสรับสั่งให้สร้างถนนเยาวราช ซึ่งต่อมาเป็นที่ รู้จักกันดีในฐานะ “หัวใจ” ของชุมชนชาวจีน วันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2542 ชาวไทย-จีนจากทั่วทุกสารทิศต่างวิถีชีวิต ได้ร่วมมือ ร่วมใจกันสร้างซุ้มพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช

     ในพ.ศ. 2398 ประเทศไทยลงนามในสนธิสัญญาบาวริ่ง (Bowring Treaty) เปิดเส้นทางการค้าใหม่กับสหราช อาณาจักร และอีกหลายสนธิสัญญากับประเทศอื่นๆ สนธิสัญญา เหล่านี้ถือเป็นการปฏิวัติการเมือง เศรษฐกิจและสังคมของไทย เพราะเป็นการยกเลิกการผูกขาดของผู้ประกอบการชาวจีนที่มีอิทธิพลในตลาดมาอย่างยาวนาน และเปิดโอกาสให้ชาวจีนที่เป็นชนชั้นกลาง ได้ทำหน้าที่เอเย่นต์ โบรกเกอร์ ผู้ค้าปลีกให้กับชาวตะวันตก ยังผลให้มีชาวจีนอพยพมาสู่สยามมากยิ่งขึ้น

     การลงนามในสนธิสัญญาบาวริ่ง นอกจากจะเปลี่ยนบทบาทของชาวจีนในด้านเศรษฐกิจแล้ว ยังเป็นการปฏิรูปชุมชนชาวจีนครั้งสำคัญด้วย มีการจัดตั้งกลุ่มชุมชนและสังคมชาวจีนที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยยึดหลักเกณฑ์สำคัญสี่ประการในเบื้องต้น นั่นคือ ภาษาถิ่น อุตสาหกรรม ชื่อสกุล และกิจกรรมการกุศลเพื่อ สังคม

     สมาคมจีนที่ก่อตั้งบนพื้นฐานของภาษาถิ่นคือ สมาคม กว๋องสิว สมาคมไหหลำ สมาคมฮกเกี้ยน สมาคมฮากกา สมาคมแต้จิ๋ว ส่วนสมาคมที่ตั้งบนพื้นฐานของชื่อสกุลหรือแซ่ มีขึ้นเพื่อจุนเจือมิตรภาพในหมู่สมาชิก เพิ่มโอกาสในการสร้างเครือข่าย เป็นเครื่องเตือนใจชนรุ่นใหม่ในอนาคตถึงเครือญาติในจีนแผ่นดินใหญ่ เช่นเดียวกับความสำคัญที่จะได้รับทราบถึงวัฒนธรรมและสิ่งที่สืบทอดต่อกันมา ปัจจุบันนี้มีสมาคมที่ตั้งขึ้นจากชื่อสกุลจีนหรือ แซ่กว่า 60 แห่งในประเทศไทย นอกจากนี้ยังมี “สหสมาคม ตระกูลแซ่แห่งประเทศไทย” ซึ่งรวบรวมเอาสมาคมแซ่ต่างๆ เหล่า นี้ไว้ภายใต้สมาคมใหญ่อีกทีหนึ่ง สมาคมการค้าที่ก่อตั้งขึ้นโดยพ่อค้าชาวจีน ประกอบด้วย สมาชิกที่อยู่ในอุตสาหกรรมหรืออาชีพเดียวกัน สมาคมการค้าเป็น ตัวกลางแลกเปลี่ยนข้อมูล มีส่วนช่วยให้หลีกเลี่ยงการแข่งขันกัน โดยไม่จำเป็นระหว่างสมาชิก หรือการหารือเกี่ยวกับนโยบายของรัฐบาลซึ่งจะมีผลกระทบต่ออุตสาหกรรมของตน สมาคมการค้าจีน ที่ใหญ่และมีอิทธิพลที่สุดในประเทศไทยคือ หอการค้าไทย-จีน (Thai-Chinese Chamber of Commerce – TCC)

     การก่อตั้งหอการค้าไทย-จีน ในพ.ศ. 2453 นั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากปัญหาที่เกิดขึ้นในระหว่างสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจในตอนปลายศตวรรษที่ 19 ถึงต้นศตวรรษที่ 20 พ่อค้าชาวจีนจำนวนมากได้รับผลกระทบจากความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจ ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งทางธุรกิจ หอการค้าไทย-จีน ต้องยื่นมือเข้าไปยุติอรรถคดีและสื่อสารกับคู่เจรจาทางการค้าต่างชาติ หอการค้าไทย-จีนเปลี่ยนแปลงไปสู่สถาบันที่มีความสำคัญและมีอำนาจต่อรองกับรัฐบาลไทย เป็นองค์กรที่นักธุรกิจชาวจีนเห็นว่าทำงานอย่างมีเป้าประสงค์ อีกทั้งยังเป็นสถาบันสำคัญที่ทำหน้าที่สื่อสารให้พ่อค้าชาวจีนที่เพิ่งเข้ามาสู่ประเทศไทย ได้รู้ถึงกฎข้อบังคับต่างๆ ที่ใช้กันอยู่ เพียงไม่กี่ปี อำนาจและ ความรับผิดชอบของหอการค้าไทย-จีน ก็ก้าวล้ำหน้าสมาคมของชาวตะวันตกที่ดำเนินการแบบเดียวกันในไทยไปแล้ว แต่ถึงแม้หอการค้าไทย-จีน จะมีชื่อเสียงด้านทักษะการจัดการด้านพาณิชย์ แต่กลับขยายขอบเขตกว้างไกลไปสู่การทูต ทั้งๆ ที่ประเทศไทยและจีนยังไม่มีการสถาปนาความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการต่อกัน ด้วยเหตุนี้หอการค้าไทย-จีน จึงทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมสัมพันธภาพอย่างไม่เป็นทางการสำหรับรัฐบาล และประชาชนในทั้งสองประเทศ สิ่งยึดมั่นของหอการค้าไทย-จีน คือ การเคารพเทิดทูนราชวงศ์อย่างสูงสุด และปฏิบัติตามกฎหมายในท้องถิ่น ซึ่งส่งผลให้หอการค้าไทย-จีน เป็นที่ยอมรับอย่างกว้างขวาง จากบทบาทที่ยึดถือปฏิบัติและคุณูปการที่มอบให้แก่สังคม

     กิจกรรมการกุศลของชาวจีนโดยทั่วไปคือการให้ความช่วยเหลือโดยไม่คำนึงถึงขอบเขตภาษา หรือชื่อสกุลใด กิจกรรมการกุศล ครั้งแรกของชาวจีนมีขึ้นในพ.ศ. 2447 โดย 5 สมาคมภาษาถิ่นหลักๆ ได้ระดมทุนสร้างโรงพยาบาลเทียนฟ้ามูลนิธิเพื่อรักษา ผู้ป่วยชาวจีน มูลนิธิปอเต็กตึ๊งก็ได้รับการก่อตั้งขึ้นจากการบริจาค ของพ่อค้าชาวจีน 12 คน ในพ.ศ. 2452 ด้วยมีเป้าประสงค์ในเบื้องแรก เพื่อช่วยเหลือสวัสดิการของสาธารณชน โดยการจัดพิธีฌาปนกิจผู้ตายที่ไร้ญาติ ต่อมามูลนิธิแห่งนี้ขยายบทบาทไปสู่การจัดหาที่อยู่อาศัยและยารักษาโรคให้ผู้ยากไร้โดยไม่คิดค่าใช้จ่ายใดๆ รวมไปถึงการให้ความช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยพิบัติด้วย องค์กรทั้งสองแห่งนี้ยังดำรงบทบาทสำคัญอยู่จนถึงทุกวันนี้

     ปัจจุบัน ในประเทศไทยมีหนังสือพิมพ์จีนหลักอยู่ 6 ฉบับ ได้แก่ หนังสือพิมพ์ซิงเสียนเยอะเป้า หนังสือพิมพ์เอเซียนิวส์ไทม์ หนังสือพิมพ์ซิงจงเอี๋ยน หนังสือพิมพ์เกียฮั้วตงง้วนรายวัน หนังสือพิมพ์ตงฮั้ว และหนังสือพิมพ์ซื่อเจี้ยยื่อเป้า

     จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ โรงเรียนจีนเอกชนแห่งแรก ก่อตั้งขึ้นในสมัยอยุธยา ตั้งแต่พ.ศ. 2325 โดยผู้ก่อตั้งเป็นชาวจีน ที่เห็นความสำคัญทางการศึกษาจึงตั้งโรงเรียนจีนเอกชนภายใต้ชื่อของตนเองในชุมชนจีนหลายๆ แห่งขึ้น ในพ.ศ. 2532 รัฐบาลไทย ได้อนุมัติให้สอนภาษาจีนกลาง หรือจีนแมนดาริน เป็นภาษาต่างประเทศ ซึ่งมีการสอนตั้งแต่ชั้นอนุบาลจนถึงชั้นประถมศึกษา ปีที่ 6 จนถึง พ.ศ. 2535 รัฐบาลไทยได้ประกาศว่า ทุกๆโรงเรียนในประเทศไทย สามารถสอนภาษาจีนได้เช่นเดียวกับ ภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น และภาษาต่างชาติอื่นๆ และแล้วภาษาจีนแมนดารินก็ได้กลายเป็นวิชาเลือกของหลักสูตร การศึกษาในชั้นประถม มัธยมและอุดมศึกษา รัฐบาลไทยอนุญาตให้มีการแต่งตั้ง และการทำสัญญาว่าจ้างครูสอนภาษาจีนกลางซึ่งจบระดับปริญญาตรี หรือจบการศึกษาจากวิทยาลัยครูในสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ มหาวิทยาลัยหลายแห่งมีการสอนภาษาจีนให้ผู้ที่ไม่ใช่นักศึกษา โดยถือเป็นบริการสำหรับชุมชน ภาษาจีนจึงเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง มีทั้งการสอนในภาคกลางวัน และภาคค่ำ และกลายเป็นภาษาที่สองที่คนไทยนิยมเลือกเรียนเป็นอย่างมาก

     ในเมืองไทย ชาวจีนอพยพมีวิธีปรับตัวกลมกลืนให้เข้ากับคนไทยที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงจากที่เป็นอยู่ในประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ ชาวไทยเชื้อสายจีนเลือกที่จะรับเอาชื่อ และชื่อสกุลไทย มาใช้ ซึ่งเริ่มต้นตั้งแต่ปีพ.ศ. 2446 ในแผ่นดินของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว พระองค์ทรงมีพระราชดำริให้ ประชาชนมีทั้งชื่อและชื่อสกุล โดยทรงพระราชทานชื่อสกุลนับพันด้วยพระองค์เอง

     ในพ.ศ. 2518 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้รับเลือกตั้งเป็น นายกรัฐมนตรี กลยุทธ์หลักสำหรับนโยบายต่างประเทศของ รัฐบาลชุดนี้คือการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับรัฐบาลจีน ในวันที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2518 ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้นำคณะผู้ แทนเดินทางไปยังกรุงปักกิ่ง และได้เข้าพบประธานเหมา เจ๋อตุง ในวันรุ่งขึ้น ในค่ำวันเดียวกันนั้น คณะผู้แทนได้รับการต้อนรับ จาก ฯพณฯ โจว เอินไหล นายกรัฐมนตรี ซึ่งขณะนั้นยังอยู่ ระหว่างการเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล แต่ถึงกระนั้นก็ยังมี พิธีลงนามประกาศสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนขึ้นได้ ในที่สุด

     วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2521 ทั้งสองประเทศลงนามใน ข้อตกลงทางการค้า พิธีทางการทูตในการสถาปนาคณะกรรมการ ร่วมไทย-จีนเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจได้มีขึ้นในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ. 2521 เพื่อผลักดันให้มีการขยายตัวทวิภาคีของ ความสัมพันธ์ทางการค้าและเศรษฐกิจเพิ่มมากขึ้น

     เดือนมีนาคม พ.ศ. 2528 ประธานาธิบดี หลี่ เซียนเนี่ยน ของจีนได้เดินทางมาเยือนประเทศไทย และลงนามในข้อตกลงส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (Promotion and Protection of Investment) เพื่อจัดตั้งคณะกรรมการการร่วมมือทาง เศรษฐกิจ (Thailand Economic Cooperation Committee) ซึ่งส่งผลให้มีการค้าระดับทวิภาคีมากขึ้น หลังจากนั้น ประเทศไทยและจีนได้ร่วมกันสถาปนาโครงร่างความร่วมมือ พหุภาคีทางเศรษฐกิจและการค้าของ ASEAN หรือเขตการค้าเสรีจีน-อาเซียน

     ตั้งแต่เริ่มความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างประเทศทั้งสองอีกครั้ง ในพ.ศ. 2518  ความผูกพันระหว่างกันก็ยิ่งกระชับแน่น ในพ.ศ. 2524 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นสมาชิกแห่งพระราชวงศ์พระองค์แรกที่เสด็จเยือนประเทศจีน สมาชิกพระราชวงศ์พระองค์อื่นๆ ที่ทรงเสด็จเยือนประเทศจีน เช่นกันคือ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเยือนในพ.ศ. 2528 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จเยือน ในพ.ศ. 2530 สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี เสด็จเยือนในพ.ศ. 2531 และที่สำคัญที่สุดคือ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีน ระหว่างวันที่ 16-31 ตุลาคม พ.ศ. 2543 ในฐานะผู้แทนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ทั้งนี้ถือเป็นเหตุการณ์สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ ไทย-จีน ยิ่งทำให้มิตรภาพที่มีระหว่างกันลึกซึ้งและแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

     ในช่วง 35 ปีของความสัมพันธ์ทางการทูตไทย-จีนนั้น ความผูกพันระหว่างกันในทุกๆด้านเป็นไปอย่างมั่นคงและราบรื่น ซึ่งยังผลให้สันติภาพ เสถียรภาพ และความมั่งคั่งบังเกิดแก่ภูมิภาคเอเชียอาคเนย์สืบมา 

คุณอยู่ที่: หน้าแรก เศรษฐกิจ-วัฒนธรรม รวมบทความ ชุมชนชาวจีนในประเทศไทย